Newsletter subscribe
Archive

แม่น้ำเจ้าพระยา หนทางแก้อีสานแล้ง#1 การก่อสร้างท่อขนส่งน้ำ (Water Pipeline Construction)

Posted: 12/03/2020 at 02:55   /   Featured, For Thailand, เจ้าพระยา

ผู้เขียนเชื่อว่า ” แม่น้ำเจ้าพระยา ” แม่น้ำของแผ่นดินไทยเป็นหนทางเดียวที่ให้น้ำแบบยั่งยืนและเร็วที่สุดแก่แผ่นดินอีสาน ยังสามารถนำน้ำไปพื้นที่ๆอยู่นอกเขตชลประทาน สร้างท่อให้วิ่งแตกแขนงครอบคลุมทั่วอีสาน ในทางกลับกัน ท่อขนส่งน้ำเหล่านี้ยังช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อีกด้วย โดยการนำน้ำจากบริเวณน้ำท่วมไประบายทิ้งที่อื่น   Lukas Graham – 7 Years Once I was seven years old my momma told me Go make yourself some friends or you’ll be lonely Once I was seven years old ตอนที่ฉัน 7 ขวบ แม่ฉันเคยบอกว่า “หาเพื่อนให้ได้บ้างนะ ไม่งั้นลูกจะเหงา” ในตอนที่ฉันอายุ 7 ขวบ   การขนส่งทางท่อ (Pipeline transportation) มักเป็นการขนส่งสิ่งของประเภทของเหลวและก๊าซ […]

No Comments read more

โครงการลำเลียงน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกของจีน (South–North Water Transfer Project)

Posted: 09/03/2020 at 17:31   /   About World, China

ประเทศจีนเป็นประเทศที่ค่อนข้างอุดมไปด้วยน้ำ ซึ่งความพร้อมของน้ำจืดต่อคนมีมากกว่าสองเท่าของเกณฑ์สากลสำหรับประเทศที่ขาดแคลนน้ำ อย่างไรก็ตามการกระจายตัวของแหล่งน้ำตามธรรมชาติเป็นปัญหาหลักของประเทศจีน แหล่งน้ำส่วนใหญ่ของจีนส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ คิดเป็น 81% ของแหล่งน้ำทั้งหมดในประเทศ ในขณะที่ภาคเหนือของจีนประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ ดังนั้นการถ่ายโอนน้ำระหว่างลุ่มน้ำ (inter-basin water transfer) จึงเป็นวิธีสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤติน้ำของจีน  โครงการผันน้ำจากใต้สู่เหนือ (South–North Water Transfer Project; SNWT) เป็นหนึ่งในโครงการบริหารจัดการน้ำที่มีความทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่เคยมีมาของโลก 4 ใน 5 แหล่งน้ำของประเทศจีนอยู่ทางตอนใต้ซึ่งมีจำนวนประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศอาศัยอยู่ แต่ในภาคเหนือมีปัญหาการขาดแคลนน้ำ โครงการผันน้ำจากใต้สู่เหนือของประเทศจีนมีความซับซ้อนมาก จนรัฐบาลจีนต้องจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อพัฒนาโครงการ แนวคิดของโครงการคือ เป็นการลำเลียงน้ำที่เชื่อมโยงแม่น้ำสี่สายที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในภาคใต้ ไปยังภูมิภาคของภาคเหนือ ผ่านทางท่อ (pipelines), คลอง (canals) และอุโมงค์ (tunnels) รวมระยะทาง 2,400 กิโลเมตร และมีมูลค่าโครงการรวม 63,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.12 ล้านล้านบาท) ทำให้เป็นโครงการวิศวกรรมที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์    Chris Brown – Autumn Leaves (Explicit) ft. Kendrick […]

No Comments read more

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#7 ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์ตอนที่ 2 Einstein’s Thought Experiments

Posted: 09/03/2020 at 08:31   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

แต่เมื่อวัตถุมีขนาดเล็กกว่าอะตอมหรือมีความเร็วที่สูงใกล้เคียงกับความเร็วแสง กลศาสตร์ดั้งเดิม (Classical Mechanics) จะมีความถูกต้องน้อยลง ต้องใช้กลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) ในการศึกษาแทน เพื่อให้มีความถูกต้องในการคำนวณสูงขึ้น โดยกลศาสตร์ควอนตัมจะเหมาะสมที่จะศึกษาการเคลื่อนที่ของวัตถุที่มีขนาดเล็กมาก ซึ่งได้ถูกปรับแต่งให้เข้ากับลักษณะของอะตอมในส่วนของความเป็นคลื่น-อนุภาคในอะตอมและโมเลกุล แต่เมื่อกลศาสตร์ทั้งสองไม่สามารถใช้ได้ จากกรณีที่วัตถุขนาดเล็กเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ทฤษฎีสนามควอนตัม (Quantum Field Theory) จึงเป็นตัวเลือกที่นำมาใช้ในการคำนวณแทนกลศาสตร์ทั้งสอง ไอแซค นิวตัน (Isaac Newton) เป็นคนแรกที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแรงและความเร่ง การศึกษาความสัมพันธ์นี้เรียกว่า กลศาสตร์ของนิวตัน (Newtonian mechanics) ซึ่งกลศาสตร์นิวตันไม่สามารถใช้ได้สำหรับทุกสถานการณ์ และมีแค่ 3 มิติ ไม่มีมิติของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่างเหตุการณ์ที่ 1 และเหตุการณ์ที่ 2 เมื่อ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) พัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพเมื่อต้นปี 1900 ทำให้เกิดการปฏิวัติความเข้าใจใหม่ในเรื่องของอวกาศและเวลา (space-time)  ในสมัยก่อน นิวตันมอง space-time ถูกตรึงอยู่กับที่ แต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (Theory of special relativity; […]

No Comments read more

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#6 ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์ตอนที่ 1 Ether, Space-Time, Reference Frame

Posted: 12/02/2020 at 14:05   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

ความแตกต่างระหว่างฟิสิกส์คลาสสิก (Classical physics) กับ ฟิสิกส์สมัยใหม่ (Modern physics) โดยทั่วไปฟิสิกส์คลาสสิก (Classical physics) เกิดขึ้นก่อนศตวรรษที่ 20 มักเกี่ยวข้องกับสสารและพลังงานที่มองเห็นได้ ใหญ่กว่าอะตอม โมเลกุล อิเล็กตรอน และนิวคลีไอ และเคลื่อนที่ช้ากว่าความเร็วแสง มีความแม่นยำในการอธิบายในขนาดมองเห็นได้ ซึ่งส่วนใหญ่อธิบายด้วย Newton’s laws  ฟิสิกส์สมัยใหม่ (Modern physics)  ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของสสารและพลังงานภายใต้สภาวะที่สุดขั้ว หรือกับวัตถุที่มีขนาดใหญ่มากหรือเล็กมาก atomic and subatomic scales ยกตัวอย่างเช่น ด้านฟิสิกส์อะตอม (Atomic physics) ซึ่งเป็นการศึกษาโครงสร้างของอะตอม (นิวเคลียสและอิเล็กตรอน) และด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์ (์Nuclear physics) ซึ่งเป็นการศึกษาในระดับที่เล็กที่สุด คือการศึกษาคุณสมบัติของนิวเคลียสและกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียสที่เรียกว่า ปฏิกิริยานิวเคลียร์ (นิวเคลียส ประกอบด้วยอนุภาคมูลฐานคือ โปรตอน (proton) และนิวตรอน (neutron)) สาขาฟิสิกส์นิวเคลียร์นี้เป็นฟิสิกส์พลังงานสูง เนื่องจากให้พลังงานที่สูงมากที่จำเป็นในการผลิตอนุภาคหลายชนิดในเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ ทฤษฎีหลักของฟิสิกส์สมัยใหม่มีอยู่ 2 ทฤษฎี นำเสนอภาพแนวคิดเรื่องอวกาศเวลาและสสารที่แตกต่างไปจากฟิสิกส์คลาสสิค […]

No Comments read more

คำเตือนของสตีเฟน ฮอว์คิง#3 การพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยอาจเป็นสาเหตุของจุดจบมนุษยชาติ

Posted: 25/01/2020 at 16:44   /   Science, Stephen Hawking

ความแตกต่างระหว่างดาวเคราะห์น้อย (Asteroid), สะเก็ดดาว (Meteoroid), ดาวตก (Meteor), อุกกาบาต (Meteorite) และดาวหาง (Comet)   ดาวเคราะห์น้อย (Asteroid หรือ Minor planet) ดาวเคราะห์น้อย (Asteriod) คือ หินอวกาศขนาดเล็กซึ่งรวมอยู่ด้วยกันจำนวนหลายพันล้านก้อนในระบบสุริยะและโคจรรอบดวงอาทิตย์ เรียกบริเวณที่ดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่โคจรอยู่ว่า “แถบดาวเคราะห์น้อย (asteroid belt)” ซึ่งอยู่ระหว่างวงโคจรดาวอังคาร (Mars) และดาวพฤหัสบดี (Jupiter) ดาวเคราะห์น้อยถูกสันนิษฐานว่าก่อตัวพร้อมๆกับดาวเคราะห์ทั้งหลาย (planets) ในระบบสุริยะจักรวาลเมื่อ 4,600 ล้านปีที่ผ่านมา ดาวเคราะห์น้อยจึงเปรียบเสมือนฟอสซิลของระบบสุริยะ พวกมันคือวัตถุที่ไม่สามารถรวมตัวกันเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ได้ระหว่างการก่อกำเนิดระบบสุริยะ เนื่องจากถูกรบกวนโดยแรงโน้มถ่วงมหาศาลของดาวพฤหัสบดีซึ่งอยู่ใกล้เคียง สภาพของมันจึงไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ระบบสุริยะกำเนิดขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์จึงศึกษาอุกกาบาตเพื่อเรียนรู้สิ่งที่ระบบสุริยะจักรวาลเคยเป็นมาก่อน ศูนย์อวกาศจอห์นสันของนาซ่า (NASA’s Johnson Space Center) ได้รวบรวมอุกกาบาตมาจากสถานที่ต่างๆทั่วโลก ที่นี้ทำหน้าที่เป็นห้องสมุดอุกกาบาตสำหรับนักวิทยาศาสตร์ การศึกษาอุกกาบาตประเภทต่างๆ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์ และส่วนอื่นๆ ของระบบสุริยะของเรา   quora.com   ปัจจุบันมีดาวเคราะห์น้อยที่องค์การนาซ่านับได้จำนวน 930,768 […]

No Comments read more

มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์#2 โปรแกรมสุขภาพโลก

Posted: 19/01/2020 at 09:21   /   About World, Humanity

นิโคลาส คริสตอฟ (Nicholas Kristof) นักข่าวชาวอเมริกันเจ้าของสองรางวัลพูลิตเซอร์ ได้ลงบทความในหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทม์ส “สำหรับโลกที่สาม น้ำยังคงเป็นเครื่องดื่มที่ทำให้ตายได้” เมื่อปี 1997 ครั้งหนึ่งเมื่อคริสตอฟทำงานที่อินเดีย เขาถามผู้หญิงคนหนึ่งถึงสถานที่ๆเขาจะสามารถปัสสาวะได้ เธอชี้ไปที่รางน้ำที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำดื่ม คริสตอฟช็อคเป็นอย่างมาก จากจุดนี้เองที่ทำให้เขาเริ่มศึกษาหาข้อมูลและพบว่า ในแต่ละปีมีเด็กกว่าสามล้านคนเสียชีวิตเนื่องจากโรคท้องร่วง โดยมีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของการเอาชีวิตรอดของมนุษย์  คริสตอฟตระหนักว่า พวกเราส่วนใหญ่ในอเมริกาไม่เคยรู้เลยว่ามีที่อื่นๆในโลกนี้ที่มีคนเสียลูกไปหลายล้านคน สาเหตุเพราะท้องเสีย มันช่างน่ากลัวจริงๆ! และมันสมควรได้ขึ้นหน้าแรกของหนังสือพิมพ์! เมื่อถามถึงเรื่องนี้อีก 20 ปีต่อมา คริสตอฟพูดถึงเรื่องนี้ว่า “บทความนี้ถูกลืมไปอย่างรวดเร็วยกเว้นผู้อ่านสำคัญสองคนในเมืองซีแอตเทิล”   nytimes.com บิลและเมลินดา เกตส์ อ่านบทความนี้เช่นกัน  บทความในหนังสือพิมพ์ที่เด็กหลายล้านคนในประเทศยากจนเสียชีวิตด้วยโรคที่ถูกกำจัดไปนานแล้วในสหรัฐอเมริกาที่เขาทั้งสองได้อ่านในปี 1990 เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่นำพวกเขาไปสู่การก่อตั้งมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ (Bill & Melinda Gates Foundation) ในปี 1994 ตั้งแต่นั้นมาวัคซีนได้กลายเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของมูลนิธิ การตระหนักว่าเด็กๆในประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถเข้าถึงวัคซีน ในขณะที่เด็กๆในประเทศกำลังพัฒนากำลังจะตายเพราะขาดวัดซีน เป็นสิ่งกระตุ้นให้มูลนิธิลงทุนในเรื่องนี้   จากเว็บไซต์ของมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ เป้าหมายหลักของมูลนิธิคือ เพื่อ “ลดความไม่เท่าเทียมและปรับปรุงชีวิตของคนทั่วโลก” เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ มูลนิธิจึงมุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลัก […]

No Comments read more

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#5 โนเบลสำหรับไอน์สไตน์ผู้ไขปริศนาปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก

Posted: 07/01/2020 at 01:34   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

วิทยาการทางฟิสิกส์ถูกแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ “ฟิสิกส์ดั้งเดิมหรือฟิสิกส์คลาสสิก (Classical physics)” และ ฟิสิกส์ยุคใหม่ “(Modern physics)” หลักการและทฤษฎีต่างๆทางฟิสิกส์ที่พบก่อนศตวรรษที่ 20 ถูกจัดเป็น “ฟิสิกส์คลาสสิก (Classical physics)” ประกอบกับวิธีการทางคณิตศาสตร์โดยไอแซก นิวตัน เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งนักปรัชญาธรรมชาติคนอื่นที่อยู่ร่วมสมัยในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้แก่ ทฤษฎีทางดาราศาสตร์ของโยฮันเนส เคปเลอร์ และการศึกษาในการเคลื่อนที่ต่างๆที่อยู่บนโลกของกาลิเลโอ  สิ่งรอบกายในชีวิตประจำวันของเราล้วนเป็นสสารที่ประกอบไปด้วย โมเลกุล อะตอม นิวเคลียส และอิเล็กตรอน โดยทั่วไปฟิสิกส์คลาสสิก มักเกี่ยวข้องกับสสารและพลังงานในขนาดสเกลที่มองเห็นได้ อันได้แก่ การเคลื่อนที่อธิบายได้ด้วย “กลศาสตร์คลาสสิก (Classical mechanics)” ความร้อนและพลังงานอธิบายได้ด้วย “อุณหพลศาสตร์ (Thermodynamics)” แม่เหล็กและไฟฟ้าอธิบายได้ด้วย “ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetics)”  สำหรับฟิสิกส์คลาสสิก “อนุภาค” และ “คลื่น” ถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจน  ระหว่างปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ผู้คนเริ่มสังเกตเห็นว่าไม่ใช่ทุกอย่างที่เล่นไปตามกฎของฟิสิกส์คลาสสิก การสังเกตเชิงทดลองหลายอย่างเริ่มท้าทายฟิสิกส์คลาสสิก […]

No Comments read more

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#4 กฎลูกกระสูนปืนใหญ่ของนิวตันและวงโคจรของดาวเทียม

Posted: 07/12/2019 at 23:38   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

ไอแซก นิวตัน ได้ใช้กฎความโน้มถ่วงสากล (Newton’s law of universal gravitation) อธิบายกฎข้อแรกการเคลื่อนที่ข้อแรกของดาวเคราะห์ของเคปเลอร์ (Kepler’s first law of planetary motion)  ถึงสาเหตุที่ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี นอกจากนี้นิวตันยังได้ขยายกฎข้อนี้อีก เขาพบว่าวงโคจรของวัตถุในอวกาศไม่ได้เป็นเพียงรูปวงรีเท่านั้น สมการของนิวตันให้วงโคจรที่เป็นไปได้อีกหลายแบบต่อไปนี้      slideplayer.com วงโคจรแบบปิดหรือแบบถูกยึดไว้ (Closed orbits or Bound orbits) ความเร็วของวัตถุจะน้อยกว่าความเร็วหลุดพ้นเสมอ เมื่อวัตถุเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์และจะกลับมาเสมอ วงโคจรแบบปิดมี 2 แบบคือ วงโคจรแบบวงกลม (circular orbit) : ในความเป็นจริงไม่มีวัตถุในอวกาศที่มีวงโคจรเป็นวงกลมสมบูรณ์แบบ เนื่องจากวัตถุทุกตัวได้รับอิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงของวัตถุที่อยู่ข้างเคียง เห็นได้จากดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเราที่มีวงโคจรแบบวงรี อย่างไรก็ตามมีวัตถุขนาดเล็ก เช่น ดาวเทียมที่โคจรไปตามเส้นศูนย์สูตรของโลกด้วยความเร็วคงจะมีวงโคจรเป็นรูปวงกลมที่สมบูรณ์แบบ  วงโคจรแบบวงรี (elliptical orbit) : วงโคจรของดาวเคราะห์ทุกดวงเป็นรูปวงรี แต่จริงๆแล้ววงโคจรเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีค่าความความเอียงของวงโคจรน้อยมากจะดูเกือบเป็นวงกลม ยกเว้นวงโคจรของดาวพุธและวงโคจรของดาวพลูโตซึ่งไม่ถูกนับว่าเป็นดาวเคราะห์แล้ว จะมีค่าความเอียงของวงโคจรมากจนดูเป็นวงรีชัดเจน   วงโคจรแบบเปิดหรือแบบหลุดพ้น (Open orbits or […]

No Comments read more

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#3 ความสัมพันธ์ระหว่างกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ของเคปเลอร์กับกฎความโน้มถ่วงสากลของนิวตัน

Posted: 18/11/2019 at 11:51   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton; 1641-1725) เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษและ “นักปรัชญาธรรมชาติ” ในยุคนั้นเขามีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ทำให้มีความก้าวหน้าด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติอย่างมาก คำว่า “นิวโตเนียน (Newtonian)” ถูกใช้โดยคนรุ่นต่อๆมาเพื่ออธิบายถึงองค์ความรู้จากทฤษฎีของไอแซค นิวตัน ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักวิชาการผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ในช่วงสามศตวรรษต่อมา  นิวตันได้เขียนหนังสือ “Mathematical Principles of Natural Philosophy” (หลักการทางคณิตศาสตร์ของปรัชญาธรรมชาติ) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1687  อันเป็นรากฐานสำหรับกลศาสตร์ดั้งเดิมหรือกลศาสตร์คลาสสิก (classical mechanics) ในนั้นเขาได้ประกาศกฎการเคลื่อนที่สามข้อ (Newton’s laws of motion) และกฎความโน้มถ่วงสากล (Newton’s law of universal gravitation) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 โยฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Kepler) นักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันได้ตีพิมพ์กฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ (Kepler’s laws of planetary motion) ซึ่งบรรยายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ด้วยสมการคณิตศาสตร์ที่ใช้ข้อมูลการสังเกตุการณ์มาวิเคราะห์ แต่เคปเลอร์ไม่ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ดาวเคราะห์เคลื่อนที่อย่างนั้น แปดสิบปีต่อมา ไอแซก นิวตัน เป็นผู้มาอธิบาย […]

No Comments read more

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#2 กฎการเคลื่อนที่และกฎความโน้มถ่วงสากลของนิวตัน

Posted: 09/11/2019 at 11:51   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

เราทราบกันดีแล้วว่า เซอร์ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton; 1641 – 1725 ) เป็นผู้ค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลกจากการที่ผลแอปเปิ้ลตกลงมาขณะเขานั่งใต้ต้นแอปเปิ้ล นิวตันเป็นทั้งนักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักปรัชญา และนักเล่นแร่แปรธาตุชาวอังกฤษ ในปี 1687 นิวตันได้ตีพิมพ์หนังสือ “Mathematical Principles of Natural Philosophy” หนึ่งในหนังสือที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เนื้อหาในหนังสือกล่าวถึง กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน (Newton’s law of motion) และกฎความโน้มถ่วงสากลของนิวตัน (Newton‘s law of universal gravitation) นิวตันแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนที่ของวัตถุต่างๆบนโลกและในจักรวาลล้วนอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติชนิดเดียวกัน โดยแสดงให้เห็นความสอดคล้องระหว่างทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเขากับกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ของเคปเลอร์ ซึ่งช่วยยืนยันแนวคิดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล และทำให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมากในการศึกษาจักรวาลวิทยา (cosmology)    Florence + The Machine – No Light, No Light    กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน (Newton‘s laws of […]

No Comments read more